FAQ คำถามที่พบบ่อย

faq

มีชีวิตหลังความตายหรือ?

คำตอบ: เราเกือบทุกคนล้วนแต่ได้รับคำถามอันน่าท้าทายนี้
• จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นหรือ หลังจากที่เราตายไปแล้ว?
• เราหายไปเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ?
• ชีวิตนั้นเป็นเหมือนประตูหมุนเข้า-ออกโลกเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ส่วนตัวหรือเปล่า?
• ทุกคนไปยังที่แห่งเดียวกันหรือไม่ หรือเราไปในที่แตกต่างกัน?
• สวรรค์และนรกมีจริงหรือไม่ – หรือว่ามันเป็นเพียงแค่ใจคิดไปเอง?

พระคัมภีร์ได้บอกเราไว้ว่า ไม่เพียงแต่จะมีชีวิตหลังความตายเท่านั้น แต่ยังมีชีวิตนิรันดร์อันแสนสุข พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระเจ้าในร่างมนุษย์ ได้เสด็จมายังโลกนี้เพื่อมอบชีวิตนิรันดร์เป็นของขวัญพิเศษแก่เรา พระเยซูทรงรับโทษที่เราสมควรต้องได้รับ และทรงสละพระชนม์ของพระองค์เอง สามวันต่อมา พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นถึงชัยชนะเหนือความตาย โดยการฟื้นขึ้นจากหลุมพระศพ ทั้งทางฝ่ายจิตวิญญาณและฝ่ายเนื้อหนัง พระองค์ทรงอยู่บนโลกอีกเป็นเวลา 40 วันโดยมีผู้คนนับพันเป็นพยานในการฟื้นคืนพระชนม์ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับไปยังแผ่นดินสวรรค์
การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ เป็นเหตุการณ์ที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อัครสาวกเปาโลได้ท้าทายให้คนอื่น ๆ สอบถามผู้ที่เป็นพยานเห็นด้วยตา เพื่อให้ทราบว่าเกิดขึ้นจริง และไม่มีใครปฏิเสธความจริงได้ การฟื้นคืนพระชนม์เป็นหลักสำคัญของความเชื่อคริสเตียน เพราะพระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย ดังนั้นเราก็สามารถเชื่อได้เช่นกันว่าเราก็จะฟื้นขึ้นจากความตายด้วย

ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดแล้วเราจะฟื้นขึ้นมาจากความตาย แต่ทุกคนก็ไม่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์พร้อมกันทั้งหมด แต่ละคนมีทางเลือกขณะมีชีวิตอยู่ว่า เขาหรือเธอจะไปอยู่ที่ไหนชั่วนิรันดร์ พระคัมภีร์กล่าวว่า เราทุกคนถูกกำหนดให้ตายเพียงครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่การพิพากษา (ฮีบรู 9:27) ผู้ชอบธรรมจะได้มีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ แต่ผู้ที่ไม่เชื่อ จะถูกส่งไปรับโทษนิรันดร์ในนรก (มัทธิว 25:46)

นรก ก็เหมือนสวรรค์ คือไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่คนจินตนาการขึ้นเอง แต่เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง เป็นที่ๆ คนอธรรมจะต้องอยู่ตลอดกาล อยู่กับความพิโรธจากพระเจ้า พวกเขาเหล่านั้นจะต้องทนทุกข์กับความทรมาน ทางจิตใจ อารมณ์ ร่างกาย และจะได้รับรู้ความเจ็บปวดจากความละอาย ความเสียใจ และการดูถูก มีคำบรรยายว่า นรกเป็นหลุมที่ไม่มีก้นบึ้ง (ลูกา 8:31, วิวรณ์ 9:1) และเป็นทะเลสาบไฟ ถูกเผาผลาญด้วยกรดซัลเฟอร์ ที่ซึ่งคนที่อยู่ในนั้นจะได้รับความทรมานตลอดทั้งวันทั้งคืนตลอดไปไม่มีสิ้นสุด (วิวรณ์ 20:10) ในนรก จะมีการร้องไห้คร่ำครวญและการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ซึ่งแสดงถึงความโศกเศร้าและโมโหอย่างรุนแรง (มัทธิว 13:42) พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยในความตายของคนชั่ว แต่ทรงประสงค์ให้พวกเขากลับใจกับความชั่วที่กระทำไป เพื่อเขาจะได้มีชีวิตใหม่ (เอเสเคียล 33:11) แต่พระองค์จะไม่บังคับให้เราไปที่นั่น ถ้าเราเลือกที่จะละทิ้งพระองค์ พระองค์ทรงมีทางเลือกเพียงน้อยนิด นั่นคือให้ในสิ่งที่เราต้องการ – ซึ่งคือการมีชีวิตแยกจากพระองค์

ชีวิตในโลกนี้คือการทดลอง–คือการเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่จะมาถึงสำหรับผู้เชื่อนี่คือชีวิตนิรันดร์ในการสถิตย์อยู่ของพระเจ้า ดังนั้น เราจะเป็นผู้ชอบธรรมได้อย่างไร และจะได้รับชีวิตนิรันดร์ได้อย่างไร? มีเพียงทางเดียวเท่านั้น – ทางความเชื่อและไว้วางใจในพระบุตรของพระเจ้า คือองค์พระเยซูคริสต์ พระเยซูตรัสว่า “ เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิตผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้ว ก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย…” (ยอห์น 11:25-26)

ของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์ เป็นของฟรีสำหรับทุกคน แต่เราจะได้เมื่อเรายอมสละความสุขทางฝ่ายโลก และถวายตัวแด่พระเจ้า “ ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตร ก็จะไม่ได้เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา” (ยอห์น 3:36) เราจะไม่ได้รับโอกาสให้กลับใจใหม่หลังจากที่เราตายไปแล้ว เพราะเมื่อเราอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าแล้ว เราจะไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเชื่อในพระองค์ พระองค์ต้องการให้เรามาหาพระองค์ด้วยความเชื่อและความรักในตอนนี้ ถ้าเรายอมรับว่าความตายของพระเยซูคริสต์เป็นการชำระบาปของเราที่เราทรยศต่อพระเจ้า ไม่เพียงแต่เราจะได้รับพันธสัญญาแห่งชีวิต ที่มีความหมายในโลกนี้แล้ว เรายังจะได้มีชีวิตนิรันดร์กับองค์พระคริสต์อีกด้วย

ใครสามารถรอดได้ ใคร ๆ ก็สามารถรอดได้หรือ?

คำตอบ : พระเยซูทรงสอนอย่างชัดเจนในยอห์น 3:16 ว่าพระองค์จะทรงช่วยทุกคนที่เชื่อในพระองค์ให้รอดได้ “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” นี้ “ใครก็ตาม” รวมถึงคุณและทุกคนที่อื่น ๆ ในโลก

พระคัมภีร์บอกว่าถ้ารอดอยู่บนพื้นฐานของความพยายามของเราเองไม่มีคนให้รอดได้ “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อจากพระสิริของพระเจ้า” (Romansโรม 3:23) เพลงสดุดี 143:2 “ขออย่าทรงตัดสินผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะไม่มีคนเป็นคนใดที่ชอบธรรม ต่อพระพักตร์พระองค์” โรม 3:10 “ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย”

เราไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้ แต่เราจะรอดได้เมื่อพวกเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เอเฟซัส 2:8–9 “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” เรารอดได้โดยพระคุณของพระเจ้า และโดยความหมายพระคุณไม่สามารถซื้อหาได้ที่ไหน เราไม่สมควรได้รับความรอด เรารับความรอดได้โดยความเชื่ออย่างเดียว

พระคุณของพระเจ้ามีเพียงพอที่จะชำระบาปทั้งหมด โรม 5:20 “เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น” พระคัมภีร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของคนที่ได้รับความรอดจากความบาปที่เขาได้ทำมาแต่ก่อน

เกิดอะไรขึ้นหลังความตาย?

คำถามที่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังความตายอาจทำให้เราเกิดความสับสนได้ พระคัมภีร์ไม่ได้บอกชัดเจนว่าเราจะไปถึงจุดหมายปลายทางนิรันดร์เมื่อไหร่ แต่บอกว่าในทันทีที่คนๆ หนึ่งเสียชีวิต เขาจะถูกพาไปสวรรค์หรือไม่ก็นรกทันที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้ต้อนรับพระคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาแล้วหรือไม่ สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ชีวิตหลังความตายคือการละสังขารไปอยู่กับพระเจ้า (2 โครินธ์ 5:6-8; ฟีลิปปี 1:23) สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ ชีวิตหลังความตายหมายถึงการถูกลงโทษนิรันดร์ในนรก (ลูกา 16:22-23) นี่เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของทุกคน – ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ว่า ทรงเป็นผู้ไถ่เขาให้รอดพ้นจากความบาป

คุณได้รับชีวิตนิรันดร์หรือยัง?

พระคัมภีร์ได้แสดงให้เห็นถึงวิถีทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์อย่างชัดเจน อันดับแรกเราต้องทราบก่อนว่าเราได้กระทำบาปหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้พระเจ้าเสียพระทัย ซึ่งทำให้เราสมควรได้รับโทษของบาปนั้นและเนื่องจากความผิดบาปของเราเป็นสิ่ง ที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นอยู่นิรันดร์ ดังนั้นการได้รับโทษจึงคงอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์ พระธรรม (โรม 6:23) ได้เขียนไว้ว่า “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ของเรา”
แต่พระเยซูคริสต์เป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากความบาปทั้งปวง พระธรรม (1 เปโตร 2:22) ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าซึ่งเสด็จลงมาเป็นมนุษย์ และได้สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเรา และทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (ยอห์น 19:31-42) พระองค์ทรงรับโทษแทนเรา (2 โครินธ์ 5:21) และในวันที่สาม พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย (1โครินธ์ 15:1-4) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงชัยชนะเหนือความตายของพระองค์ หากเรามีความเชื่อในพระองค์ และไว้วางใจว่าการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนเป็นการรับโทษความบาปแทน เรา เราก็จะได้รับการยกโทษ และได้รับชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)

ทำอย่างไรฉันจะไม่ไปลงนรก?

คำตอบ: การไม่ไปลงนรกนั้นทำได้ง่ายกว่าที่คุณคิด บางคนเชื่อว่าต้องเชื่อฟังและทำตามกฎเกณฑ์ของศาสนาอย่างเคร่งครัด เพื่อชีวิตของพวกเขาจะไม่ไปลงนรก บางคนเชื่อว่าต้องปฏิบัติตามประเพณีและพิธีกรรมบางอย่างเพื่อที่จะไม่ต้องไปลงนรก บางคนเชื่อว่าเราไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าเราจะไปลงนรกหรือไม่ แท้จริงไม่มีมุมมองใดเลยในมุมมองเหล่านี้ที่ถูกต้อง

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่า บุคคลสามารถเลี่ยงพ้นไม่ต้องไปลงนรกหลังความตายได้อย่างไร? พระคัมภีร์บรรยายว่านรกเป็นสถานที่ที่น่าสะพรึงกลัวและน่าสยดสยอง โดยใช้คำว่าเป็น “บึงไฟที่ไม่รู้ดับ” (มัทธิว 3:12) “บึงไฟกำมะถันที่ลุกโชน” (วิวรณ์ 20:10) “ความอับอายและถูกดูหมิ่นเหยียดหยามตลอดกาล” (ดาเนียล 12:2) “ไฟนรกที่ไม่มีวันดับ” (มาระโก 9:44-49) และ “ความพินาศตลอดกาล” (2 เธสะโลนิกา 1:9) เห็นได้ชัดว่านรกเป็นสถานที่ที่เราควรจะเลี่ยงให้พ้น

แล้วทำไมจึงมีนรกอยู่? และพระเจ้าส่งบางคนไปลงนรกทำไม? พระคัมภีร์สอนเราว่าพระเจ้า “ได้ทรงเตรียม” นรกไว้สำหรับปีศาจและทูตสวรรค์ที่ล้มลงในบาป หลังจากที่พวกเขาก่อกบฏเป็นปฏิปักษ์พระองค์ (มัทธิว 25:41) ดังนั้นบรรดาผู้ที่ปฏิเสธข้อเสนอการให้อภัยโทษจากพระเจ้า จะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับมารและทูตสวรรค์ที่ล้มลงในบาป นรกเป็นที่ที่พระเจ้าทรงประณามความบาปและบรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าเราทุกคนได้ทำบาป (ปัญญาจารย์ 7:20 โรม 3:10-23) ดังนั้นผลที่ตามมาเราทุกคนสมควรที่จะไปลงนรก
ดังนั้นทำอย่างไรเราจะไม่ไปลงนรก เพราะมีโทษมหันต์และตลอดกาลพอแล้ว หนทางเดียวจึงต้องชดใช้ด้วยคุณค่าอนันต์และประเมินไม่ได้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดในสภาพมนุษย์คือพระเยซูคริสต์ ในพระเยซูคริสต์พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกเรา ทรงสอนเราและทรงเยียวยารักษา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นราชกิจสูงสุดของพระองค์ พระเจ้าทรงสภาพเป็นมนุษย์ (ยอห์น 1:1, 14) เพื่อที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์แทนเรา พระเยซู ผู้ทรงสภาพพระเจ้าในรูปแบบมนุษย์ ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า ความตายของพระองค์ทรงคุณค่าอนันต์เป็นนิจนิรันดร์ในการชำระบาป (1 ยอห์น 2:2)

พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ยอมรับว่าความตายของพระองค์เป็นการชดใช้บาปของเราอย่างสมบูรณ์ที่สมบูรณ์และ ความยุติธรรม พระเจ้าทรงสัญญาว่าทุกคนที่เชื่อในพระเยซู (ยอห์น 3:16) ไว้วางใจในพระองค์ผู้เดียวเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ยอห์น 14:6) จะได้รับความรอดและไม่ไปลงนรก

พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้ใครสักคนไปลงนรก (2 เปโตร 3:9) นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงสละพระชนม์ สมบูรณ์และเพียงพอเพื่อเห็นแก่พวกเรา ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะไปลงนรก จงต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ นี่เป็นเรื่องง่ายอย่างที่กล่าวแล้ว

จงทูลพระเจ้าว่าคุณรู้ว่าคุณเป็นคนบาปและคุณสมควรที่จะตกนรก ประกาศยอมรับต่อพระเจ้าว่าคุณไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ ขอรับเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงจัดเตรียมความรอดแก่คุณและการปลดปล่อยให้หลุดพ้นจากนรก เพียงมีความเชื่อ ไว้วางใจในพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด นี่เป็นวิธีที่คุณสามารถเลี่ยงพ้นไม่ต้องตกนรก!

ฉันจะรอดได้อย่างไร?

คำตอบ: คำถามนี้ง่าย แต่ลึกซึ้ง และเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด “ฉันสามารถจะรอดได้อย่างไร” ก็เหมือนถามว่าเราจะไปสู่ที่ไหนนิรันดร์กาล หลังจากชีวิตที่อยู่ในโลกลาจากไป ไม่มีเรื่องใดที่สำคัญกว่าเรื่องชะตานิรันดร์ของเรา ขอบคุณพระเจ้า พระคัมภีร์บันทึกชัดเจนครบถ้วนสมบูรณ์ว่าบุคคลสามารถรับความรอดได้อย่างไร

ฉันจะรอดได้อย่างไร รอดจากสิ่งใดหรือ?
เพราะบาปของเรา เราทุกคนสมควรได้รับความตาย (โรม 6:23) ในขณะที่ผลต่อเนื่องของบาปฝ่ายร่างกายคือความตายฝ่ายเนื้อหนัง นั่นไม่ได้เป็นความตายเพียงแบบเดียวที่เป็นผลมาจากบาป บาปทั้งหมดที่กระทำลงไปอย่างร้ายแรงเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าองค์นิรันดร์และไม่มีที่ขีดจำกัด (สดุดี 51:4) เพราะเหตุนั้น การลงโทษนั้นก็ยุติธรรมเพราะบาปของเรายังอยู่ตลอดไปและไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นเราจำเป็นต้องถูกช่วยให้รอดพ้นจากความพินาศชั่วนิรันดร (มัทธิว 25:46; วิวรณ์ 20:15)

ฉันจะรอดได้อย่างไร พระเจ้าทรงเตรียมความรอดไว้อย่างไร?
เนื่องจากการลงโทษที่ยุติธรรมเพราะความบาปไม่มีที่สิ้นสุดและตลอดนิรันดร์ พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถชดใช้หนี้บาปแทนเรา เพราะพระองค์เพียงผู้เดียวทรงไร้ขีดจำกัดและเป็นองค์นิรันดร์ พระองค์ได้ทรงมารับสภาพเป็นบุคคลคือพระเยซูคริสต์ มีชีวิตอยู่ท่ามกลางเราและทรงสอนเรา เมื่อคนปฏิเสธพระองค์และคำสั่งสอนของพระองค์ และพยายามที่จะฆ่าพระองค์ พระองค์ก็พอพระทัยที่จะเสียสละพระชนม์เพื่อเรา ยอมให้พระองค์เองถูกตรึงบนกางเขน (ยอห์น 10:15) เพราะพระเยซูคริสต์ทรงสภาพเป็นมนุษย์ พระองค์ตายได้ และเพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ความตายของพระองค์จึงมีค่าตลอดนิรันดร์และไม่มีขีดจำกัด ความตายของพระเยซูบนกางเขนคือการชดใช้ที่ครบถ้วนพอสำหรับบาปของเรา (1 ยอห์น 2:2) พระองค์ทรงแบกรับผลจากบาปที่เราสมควรได้รับ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูจากความตายแสดงให้เห็นว่า ความตายของพระองค์เป็นการเสียสละที่แท้จริง เพียงพอครบบริบูรณ์สำหรับความบาป

ฉันจะรอดได้อย่างไร ฉันจำเป็นต้องทำอะไร?
“จงเชื่อในพระเยซูเจ้าและท่านจะรอด” (กิจการ 16:31)
พระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งหมดที่คุณต้องทำคือ ยอมรับโดยความเชื่อพระเจ้า คุณก็จะได้รับความรอด (เอเฟซัส 2:8-9) วางใจอย่างสิ้นสุดใจในพระเยซูองค์เดียวว่าทรงชดใช้ความผิดบาปแทนคุณ จงเชื่อในพระองค์และคุณจะไม่พินาศ (ยอห์น 3:16)
พระเจ้ากำลังทรงประทานความรอดเป็นของขวัญให้คุณ สิ่งที่คุณต้องทำคือจงยอมรับไว้ พระเยซูทรงเป็นทางแห่งความรอด (ยอห์น 14:6)

จะทราบได้อย่างไรว่า จะได้ไปสวรรค์หลังตายแล้วอย่างแน่นอน?

คำตอบ: คุณแน่ใจหรือว่าคุณได้รับชีวิตนิรันดร์ และคุณจะได้ไปสวรรค์หลังจากที่คุณตายแล้ว? พระเจ้าต้องการให้คุณมั่นใจ! พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “ข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านทั้งหลาย ที่เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์” (1 ยอห์น 5:13) สมมติว่าคุณยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าในตอนนี้ และพระองค์ตรัสถามคุณว่า “ทำไมเราจะต้องให้เจ้าเข้าแผ่นดินสวรรค์ด้วย?” คุณจะพูดว่าอย่างไร? คุณอาจจะไม่รู้ว่าจะต้องตอบอย่างไร สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้คือ…พระเจ้ารักพวกเราและพระองค์ทรงเตรียมหนทางไว้ เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่า เราจะใช้ชีวิตนิรันดร์ที่ใด พระคัมภีร์บอกไว้เช่นนี้ “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจถึงปัญหาที่เป็นตัวกีดกั้นเราออกจากแผ่นดินสวรรค์ ปัญหาก็คือ-ธรรมชาติของความบาปเป็นตัวกันเราออกจากสายสัมพันธ์กับพระเจ้า เราเป็นคนบาปโดยธรรมชาติ และโดยทางเลือกของเราเอง “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (โรม 3:23) เราไม่สามารถช่วยตัวเราเองให้รอดได้ “ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9) เราสมควรได้รับความตาย และสมควรตกนรก “ เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย ” (โรม 6:23)

พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ และเที่ยงธรรม และพระองค์ต้องลงทัณฑ์ต่อความบาป แต่พระองค์ทรงรักเรา และให้อภัยแก่ความบาปของเรา พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยอห์น 14:6) พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนไม้กางเขน “ ด้วยว่าพระคริสต์ก็ได้สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า” (1 เปโตร 3:18) พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตาย “คือพระเยซูผู้ทรงถูกอายัดไว้ให้ถึงสิ้นพระชนม์แล้ว เพราะการล่วงละเมิดของเรา และได้ทรงฟื้นจากความตาย เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม” (โรม 4:25)

ดังนั้น กลับมาสู่คำถามในตอนแรก – “จะทราบได้อย่างไรว่า ฉันจะได้ไปสวรรค์หลังตายแล้วอย่างแน่นอน”? คำตอบก็คือ – จงเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า และคุณจะรอด (กิจการ 16:31) “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า (ยอห์น 1:12) คุณจะได้รับชีวิตนิรันดร์เป็นของขวัญ “แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ของเรา” (โรม 6:23) คุณสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างเต็มที่ และมีความหมายนับจากนี้ไป พระเยซูตรัสว่า “เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ ” (ยอห์น 10:10) คุณสามารถใช้ชีวิตนิรันดร์กับพระเยซูในแผ่นดินสวรรค์ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า “เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย” (ยอห์น 14:3)

พระเยซูทรงเป็นทางเดียวไปสู่สวรรค์หรือ?

คำตอบ:
– “ ฉันเป็นคนดีคนหนึ่ง ดังนั้นฉันก็ไปสวรรค์ได้ ”
– “ โอเค ถึงแม้ฉันจะทำเรื่องไม่ดีบ้าง แต่ฉันก็ทำความดีมากกว่า ดังนั้นฉันก็ไปสวรรค์ได้ ”
– “ พระเจ้าไม่ส่งฉันไปลงนรก เพียงเพราะฉันไม่ได้ใช้ชีวิตตามแบบพระคัมภีร์หรอก ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว!”
– “ เฉพาะคนที่เลวจริงๆ อย่างคนที่ข่มขืนเด็ก และพวกฆาตกรเท่านั้นแหละ ที่จะต้องลงนรก ”

สิ่งข้างต้นนี้ คือคำกล่าวอ้างที่คนส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องการไปสวรรค์ แต่ความเป็นจริงก็คือ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นความเท็จ ซาตานซึ่งเป็นผู้ครองโลกได้ฝังความคิดเหล่านี้ไว้ในหัวพวกเรา เป็นเรื่องโกหกที่ว่า พระเจ้าไม่สนใจกับความบาปเล็กๆ น้อยๆ และนรกนั้นมีไว้สำหรับ “คนเลว” เท่านั้น บาปทุกชนิดเป็นตัวกั้นเราออกจากพระเจ้า แม้กระทั่ง “การโกหกด้วยความบริสุทธิ์ใจ” มนุษย์ทุกคนล้วนมีบาป และไม่มีใครดีพอที่จะเข้าแผ่นดินสวรรค์ด้วยตัวเองได้ ในพระธรรม (โรม 3:23) การเข้าแผ่นดินสวรรค์ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าความดีของเรามีมากกว่าความชั่ว เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว คงไม่มีสักคนที่จะเข้าไปได้ เราไม่สามารถจะทำการดีเพื่อจะเป็นทางไปสวรรค์เองได้

เมื่อพระเจ้าสร้างโลกนั้น โลกอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนดีทั้งสิ้น ต่อมาพระองค์ทรงสร้างอาดัมและเอวา และให้อิสระแก่พวกเขา ดังนั้น เขาจึงเลือกได้ว่าจะดำเนินชีวิตตาม และเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่ แต่อาดัม และเอวามนุษย์คู่แรกที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ได้รับการล่อลวงโดยซาตานให้ขัดคำสั่งพระเจ้า พวกเขาจึงมีความบาปซึ่งเป็นตัวแยกเขา (รวมถึงทุกคนที่เกิดมาหลังจากนั้น และพวกเราด้วยเช่นกัน) ออกจากสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับพระเจ้า พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ และไม่สามารถอยู่ท่ามกลางความบาปได้ ในฐานะที่เราเป็นคนบาป เราไม่สามารถไปสวรรค์ได้ด้วยวิถีทางของเราเอง ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงให้มีหนทางหนึ่งขึ้น เพื่อที่เราจะได้กลับมาคืนดีกลับพระองค์ในสวรรค์ได้ คือ พระเยซูผู้ทรงบังเกิดมาในโลกนี้ เพื่อพระองค์จะได้สอนพวกเราถึงทางรอดนั้น และมาตายเพื่อบาปของเรา เพื่อเราจะไม่ต้องตาย และในวันที่สาม พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ในพระธรรม (โรม 4:25) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงชัยชนะเหนือความตายของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง พระเจ้าและมนุษย์ เพื่อเราจะได้มีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ เพียงแค่เรารับเชื่อ

คนส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้า แม้แต่ซาตานก็ยังเชื่อ แต่การจะได้รับความรอดนั้น เราต้องหันเข้าหาพระองค์ และสร้างสายสัมพันธ์ส่วนตัว หันหลังให้กับความบาป และติดตามพระองค์ เราจะต้องเชื่อและไว้วางใจในพระเยซูในทุกสิ่งที่เรามี และทุกสิ่งที่เรากระทำ พระคัมภีร์สอนไว้ว่า ไม่มีทางรอดอื่นใดนอกจากทางพระคริสต์ พระเยซูตรัสไว้ในพระธรรม ยอห์น 14:6 ว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา”

พระเยซูทรงเป็นทางรอดเพียงทางเดียว เพราะพระองค์คือผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถชดใช้โทษจากบาปของเราได้ (โรม 6:23) ไม่มีความเชื่อใดที่เสนอวิธีชดใช้ความบาปเหมือนกับที่พระเยซูคริสต์จะทรงให้เราได้ ไม่มี “ศาสดา” ท่านใดมาจุติเป็นมนุษย์ (ยอห์น 1:1,14) ซึ่งเป็นเพียงทางเดียวเท่านั้นที่หนี้แห่งความบาปจะได้รับการชดใช้ พระเยซูต้องเป็นพระเจ้าเท่านั้น เพื่อพระองค์จะสามารถชดใช้บาปของเราได้ และพระองค์ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น เพื่อพระองค์จะได้ตาย ความรอดมีเพียงทางความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น! “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” ในพระธรรม (กิจการ 4:12)

พระเยซูคริสต์เป็นใคร?

คำตอบ: พระเยซูคริสต์เป็นใคร? ไม่เหมือนกับคำถามที่ว่า “พระเจ้ามีอยู่จริงไหม?” น้อยคนจะถามว่าพระเยซูคริสต์มีอยู่จริงไหม โดยทั่วไปผู้คนยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์และทรงอยู่ในโลกนี้ที่ประเทศอิสราเอลเมื่อเกือบ 2000 ปีที่ผ่านมา การถกเกิดขึ้นเมื่อหลักฐานแสดงตัวตนของพระองค์ถูกนำมาอภิปราย เกือบทุกศาสนามีหลักสอนว่าพระเยซูคือผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือคนที่เคร่งศาสนา ปัญหาคือ พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูทรงเป็นมากกว่าผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือคนที่เคร่งศาสนาคนหนึ่ง

ซี เอส ลูอิส ผู้เขียนหนังสือ ชื่่อ คริสเตียนธรรมดา (Mere Christianity) เขียนว่า “ข้าพเจ้าพยายามที่จะไม่ให้ใครๆ พูดอะไรโง่ๆ ที่คนชอบพูดกันเกี่ยวกับพระองค์ (พระเยซูคริสต์): เช่นว่า ฉันพร้อมที่จะยอมรับพระเยซูว่าเป็นผู้สอนทางด้านคุณธรรมที่ดี แต่รับไม่ได้กับการอ้างว่าทรงเป็นพระเจ้า” นี่เป็นอะไรที่เราไม่ควรพูด เพราะหากคนธรรมดาๆ จะพูดอะไรๆ มากมายหลายอย่างอย่างที่พระเยซูคริสต์ตรัส ไม่น่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีได้ แต่น่าจะเป็นคนบ้ามากกว่า — ระดับเดียวกับคนที่พูดว่าตัวเองเป็นไข่ต้ม — หรือไม่ก็เป็นมารซาตานมาจากนรก คุณต้องเลือก หากพระองค์ไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า ก็จะต้องเป็นคนบ้าหรืออะไรที่แย่ยิ่งกว่านั้น… คุณสามารถมองว่าพระองค์ทรงเป็นคนโง่คนบ้าคนหนึ่ง ถ่มน้ำลายรดพระองค์ แล้วปลงพระชนม์พระองค์ในฐานะมารซาตาน หรือซบลงแทบพระบาทของพระองค์แล้วเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่อย่าทำมาเป็นพูดเหลวไหลเลยว่าพระองค์ทรงเป็นอาจารย์ที่ดีคนหนึ่ง พระองค์ไม่ได้ให้ทรงเราเลือกแบบนั้น และไม่ได้ทรงตั้งพระทัยเช่นนั้น”

ซี เอส ลูอิส ถกว่า การเลือกเชื่อว่าพระเยซูเป็นอาจารย์ที่ดีไม่ใช่ตัวเลือก เพราะพระองค์ประกาศอย่างชัดเจนโดยเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพระองค์ทรงเป็น พระเจ้า ดังนั้น หากพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า พระองค์ก็จะต้องเป็นจอมโกหก หากพระองค์ทรงเป็นนักโกหก พระองค์ก็จะต้องไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือ คนที่เคร่งศาสนา แน่นอน ในความพยายามที่จะอธิบายเกี่ยวกับพระเยซูของ “นักวิชาการ” สมัยใหม่ พวกเขาบอกว่า “พระเยซูองค์แท้จริงในประวัติศาสตร์” ไม่ได้ตรัสหลายๆ อย่างที่พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับพระองค์ เราเป็นใครกันที่จะมาเถียงพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับว่าพระเยซูตรัสและไม่ ได้ตรัสอะไร “นักวิชาการ” ที่เกิดห่างจากพระเยซูตั้งสองพันปีจะรู้ดีว่าพระองค์ตรัสหรือไม่ได้ตรัสอะไร กว่าคนที่อยู่กับพระองค์ ปรนิบัติพระองค์ และ ได้รับการสอนจากพระองค์ได้อย่างไร? (ยอห์น 14:26)?

ทำไมคำถามเกี่ยวกับหลักฐานที่พิสูจน์ว่าพระเยซูทรงเป็นใครจึงสำคัญ? ทำไม่ถึงการที่พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่ จึงเป็นเรื่องสำคัญ? เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ พระเยซูจะต้องทรงเป็นพระเจ้า หากไม่ใช่ การสิ้นพระชนมฺ์ของพระองค์ก็คงจะไม่เพียงพอที่จะไถ่บาปให้กับคนทั้งโลก (1 ยอห์น 2:2) มีพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงสามารถจ่ายค่าจ้างที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ (โรม 5:8; 2 โครินธ์ 5:21) พระเยซูจะต้องทรงเป็นพระเจ้าเพื่อที่พระองค์จะได้ทรงไถ่บาปให้กับเราได้ พระองค์จะต้องทรงเป็นมนุษย์ เพื่อที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์ได้ เราจะรับความรอดได้ก็โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น! ด้วยความเป็นพระเจ้าของพระองค์คือเหตุผลว่าทำไมพระองค์จึงทรงเป็นทางเดียว ที่นำเราไปสู่ความรอด ด้วยความเป็นพระเจ้าของพระองค์คือเหตุผลว่าทำไม่พระองค์จึงทรงประกาศว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)

พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่?

คำตอบ: แม้พระคัมภีร์ไม่เคยบันทึกไว้ว่าพระเยซูได้พูดตรงๆ ว่า “เราเป็นพระเจ้า” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า พระองค์ไม่ได้ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ในยอห์น 10:30 กัน “เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” เมื่อมองในแวบแรก มันอาจจะดูไม่เหมือนว่าเป็นการยอมรับว่าทรงเป็นพระเจ้า แต่จงดูว่าว่าชาวยิวมีปฏิกริยาอย่างไรต่อคำกล่าวนี้ “พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาท เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า”(ยอห์น 10:33) คนยิวเข้าใจดีว่าคำตรัสของพระเยซูเป็นการยอมรับว่าทรงเป็นพระเจ้า ในพระธรรมยอห์น 8:58 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ก่อนอับราฮัมเกิด เราเป็นอยู่แล้ว”
เมื่อชาวยิวได้ยินก็ตอบโต้ด้วยการหยิบก้อนหินขึ้นมาเพื่อจะขว้างพระองค์ (ยอห์น 8:59) ทำไมชาวยิวจึงต้องการที่จะขว้างพระองค์หากพระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรบางอย่าง ที่เป็นการหมิ่นประมาทพระนามของพระเจ้า เช่น การกล่าวว่าทรงเป็นพระเจ้า?

สาวกโธมัสประกาศเกี่ยวกับพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้า” (ยอห์น 20:28) พระเยซูทรงไม่โต้แย้งคำกล่าวนั้น พระเยซูทรงไม่ได้แก้ไขคำพูดของเขา ในหนังสือวิวรณ์ ทูตสวรรค์บอกให้อัครสาวกยอห์นนมัสการแต่พระเจ้าเท่านั้น (วิวรณ์ 19:10) หลายครั้งในพระคัมภีร์พระเยซูทรงได้รับการนมัสการ (มัทธิว 2:11; 14:33; 28:9,17; ลูกา 24:52; ยอห์น 9:38) พระองค์ทรงไม่เคยว่ากล่าวผู้ที่นมัสการพระองค์ หากพระเยซูไม่ใช่พระเจ้า พระองค์คงจะต้องบอกผู้คนไม่ให้นมัสการพระองค์

เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่แสดงว่าพระเยซูจะต้องเป็นพระเจ้า คือ หากพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าแล้ว การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็คงไม่มีเพียงพอที่จะเป็นค่าไถ่สำหรับความบาปของคนทั้งโลก (1 ยอห์น 2:2) มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถจ่ายค่าไถ่สำหรับโทษที่ไม่มีวันหมดได้ มีแต่เพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถรับแบกบาปของโลกทั้งโลกไว้ที่พระองค์ได้ (1 ยอห์น 2:2) ทรงสิ้นพระชนม์ แล้วทรงฟื้นคืนพระชนม์ — เพื่อพิสูจน์ถึงชัยชนะเหนือความบาปและความตาย

มีพระเยซูปรากฏอยู่จริงๆ หรือ? มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระเยซูบ้างหรือไม่?

คำตอบ: หลักฐานทางโบราณกาลที่มีความน่าเชื่อถือได้นั้น จะต้องถูกบันทึกภายใน 200 ปี หลังจากเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในหลักฐานนั้นคือ จดหมายของเปาโล ซึ่งถูกเขียนขึ้นในช่วงกลางคริสตศักราชที่หนึ่ง ถือว่าเป็นการบันทึกที่เกิดขึ้นน้อยกว่า 40 ปีหลังจากที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ จะถือว่าเป็นหลักฐานที่หนักแน่นเป็นพิเศษที่แสดงถึงการปรากฏอยู่จริงของบุคคล หนึ่งที่ชื่อ “เยซู” ในประเทศอิสราเอลในช่วงต้นของคริสตศักราชแรก

และแม้ว่าในปีคริสตศักราชที่ 70 โรมันได้บุกรุกและทำลายกรุงเยรูซาเล็มและเกือบทั้งหมดของประเทศอิสราเอล รวมทั้งได้เข่นฆ่าผู้คนในประเทศนั้นด้วย เมืองทั้งเมืองถูกเผาอย่างราบคาบ! ทำให้หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเยซูจะถูกทำลายไปด้วย ประจักษ์พยานหลายคนที่เห็นพระเยซูก็คงถูกฆ่าไปเช่นกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้เหลือพยานที่ได้เห็นพระเยซูและยังรอดชีวิตอยู่ในขณะนั้นเหลือเพียงไม่กี่คน แม้กระนั้นก็ตาม ก็ยังคงมีข้อมูลเกี่ยวกับพระเยซูเหลืออยู่อย่างมากมายจากแหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์ต่างๆ ซึ่งเพียงพอต่อการยืนยันว่า พระเยซูเป็นบุคคลที่มีอยู่จริงๆ เช่น

ในศตวรรษแรกของโรมัน มีคนชื่อ ทาซิตัส ซึ่งถือว่าเป็นนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่บันทึกเรื่องราวได้ถูกต้องแม่นยำ มากคนหนึ่งในโลกยุคนั้น ได้กล่าวถึงคนชื่อ “คริสเตียน” ที่มีผู้นับถืออย่างมากมาย ผู้ซึ่งถูกทรมานในช่วงการปกครองของปิลาตในรัชสมัยของไทเบริอุส ซึ่งราชเลขาธิการของจักรพรรดิฮาเดรียน ได้เขียนว่า มีชายชื่อ เครสตัส (หรือคริสต์) มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่หนึ่ง (บันทึกลำดับเหตุการณ์ที่ 15.44)

นักประวัติศาสตร์ชาวยิวอีกผู้หนึ่งชื่อ ฟลาวิอุส โจเซฟฟัส ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดได้อ้างถึง ยากอบว่า “เป็นน้องชายของพระเยซูคนที่ถูกเรียกว่า พระคริสต์” และมีข้อความที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันที่เขียนไว้ในบันทึกลำดับเหตุการณ์ ที่ 18.3 ว่า “ในเวลาขณะนี้ มีเยซู ซึ่งเป็นนักปราชญ์คนหนึ่ง หากเป็นการถูกกฎหมายที่จะเรียกเขาว่า เป็นชายผู้หนึ่ง เนื่องจากชายผู้นี้คือคนที่ทำให้เกิดความสำเร็จอันน่าประหลาด….. เขาคือพระคริสต์ ผู้ฟื้นขึ้นจากความตายในวันที่สามและปรากฏแก่ผู้คนทั้งหลาย ตามอย่างที่บรรดาผู้พยากรณ์ได้กล่าวไว้ล่วงหน้าถึงเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องการอัศจรรย์อีกเป็นหมื่นๆ เรื่องเกี่ยวกับพระเยซู”

จูลิอุส อัฟริกานุส ได้อ้างคำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ชื่อธัลลัส ในการหารือเรื่องความมืดที่เกิดขึ้นตามมา หลังจากการตรึงพระเยซูบนไม้กางเขน (ข้อเขียนเดิม หน้า 18)

ชาวบาบิโลนชื่อทัลมัด (ซันเฮดริน 43เอ) ยืนยันการถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระเยซู ในคืนก่อนวันปัสกา และยืนยันว่าพระเยซูถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดหมอผี และเป็นพวกนอกรีตของชาวยิว

นักเขียนชาวกรีกในศตวรรษที่สอง ที่ชื่อ ลูเชียนแห่งซามาโอต้า ยอมรับว่าพระเยซูได้รับการบูชาโดยคริสเตียน และพระองค์ทรงนำคำสอนใหม่ๆ เข้ามา และถูกตรึงบนกางเขนเพื่อพวกเขา ลูเชียนกล่าวว่า คำสอนของพระเยซูได้กล่าวถึงความเป็นพี่น้องกันในบรรดาผู้เชื่อ ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง และความสำคัญของการปฏิเสธพระเจ้าองค์อื่นๆ คริสเตียนใช้ชีวิตตามบัญญัติของพระเยซู เชื่อว่าพวกเขาได้รับชีวิตนิรันดร์ เป็นพวกที่ไม่วิตกกับความตาย อุทิศตัวเองรับใช้ด้วยความสมัครใจ และไม่ยึดติดกับวัตถุนิยม

มารา บาร์-เซราเพียน ยืนยันว่า มีผู้คนคิดว่าพระเยซูเฉลียวฉลาด และมีคุณธรรม มีหลายคนคิดว่าพระเยซูคือกษัตริย์แห่งประเทศอิสราเอล และถูกนำไปสู่ความตายโดยชาวยิว และชื่อของพระองค์ยังคงอยู่ เนื่องมาจากคำสอนต่างๆ ของเหล่าบรรดาผู้เชื่อของพระองค์

โดยสรุปแล้ว มีหลักฐานมากมายที่เกี่ยวกับการทรงพระชนม์อยู่ของพระเยซูคริสต์ ทั้งหลักฐานทางโลก และหลักฐานทางพระคัมภีร์ บางที หลักฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือข้อเท็จจริงที่ว่ามีคริสเตียนหลายพันคนในคริสตศักราชแรก รวมถึงอัครสาวก 12 คน ที่ยอมสละชีวิตเพื่อความเชื่อของตนให้แก่พระคริสต์ คนเราจะยอมตายเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความจริง แต่ไม่มีใครยอมตายเพื่อสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องโกหกอย่างแน่นอน

ฉันจะได้รับการให้อภัยโทษจากพระเจ้าได้อย่างไร?

การอภัยโทษคืออะไร? และทำไมฉันจึงจำเป็นต้องได้รับ?
คำว่า “การให้อภัย” หมายถึงการชำระให้สะอาด การยกโทษให้ การยกเลิกหนี้ให้ เมื่อเรากระทำผิดต่อใครบางคน เราต้องการให้คนนั้นอภัยให้เรา เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับมาคืนดีดังเดิม การให้อภัยไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราสมควรได้รับการยกโทษ ไม่มีใครสมควรได้รับการยกโทษเลย แต่การให้อภัยเป็นการกระทำด้วยความรัก ความเมตตา และพระคุณ การให้อภัยเป็นการตัดสินใจที่จะไม่ถือโทษคนอื่น ไม่ว่าเขาจะกระทำอย่างไรต่อคุณก็ตาม

พระคัมภีร์บอกเราว่า เราทั้งหลายต้องการการให้อภัยจากพระเจ้า เพราะเราได้กระทำบาป ในพระธรรม (เอเสเคียล 7:20) บอกว่า “ไม่มีผู้ชอบธรรมสักคนหนึ่งในโลกนี้เลย ไม่มีผู้ใดเลยที่ไม่เคยกระทำบาป” ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องได้การให้อภัยจากพระเจ้า ถ้าบาปของเราไม่ได้รับการอภัย เราจะต้องทนทุกข์กับผลของความบาปตลอดกาล ในพระธรรม (มัทธิว 25:46 และ ยอห์น 3:36)

การให้อภัย – ฉันจะได้รับการให้อภัยได้อย่างไร?
ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรักและความเมตตา ผู้ทรงปรารถนายกโทษบาปให้เรา! พระองค์จึงจัดเตรียมการยกโทษให้แก่เราแล้ว โทษประการเดียวของความบาปคือความตาย และเป็นความตายชั่วกัปชั่วกัลป์ แต่โดยแผนการอันสมบูรณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์ คือ พระเยซูคริสต์ และทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน รับโทษแทนเรา! เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูได้ชำระล้างความบาปทั้งหมดของโลกนี้แล้ว ในพระธรรม (1 ยอห์น 2:2) กล่าวว่า “และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลาย เพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย”

คุณต้องการให้ความบาปของคุณได้รับการอภัยหรือไม่?
คุณมีความรู้สึกผิดที่ทำให้คุณรู้สึกว่ามีอะไรติดค้างอยู่ และไม่สามารถหลุดพ้นไปได้หรือไม่? เพียงคุณมีความเชื่อและรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ความผิดบาปของคุณก็จะได้รับการให้อภัย พระเยซูได้ชดใช้หนี้ให้เรา เพื่อเราจะได้รับการอภัยโทษ สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงขอให้พระเจ้ายกโทษให้คุณโดยผ่านทางพระเยซู และเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อชำระล้างบาปของคุณ และพระองค์จะทรงยกโทษให้คุณ! ในพระธรรม (ยอห์น 3:16-17) ได้กล่าวถึงข้อความอันแสนวิเศษไว้ดังนี้ “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น” การให้อภัย – ง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ?

จะมั่นใจเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ได้อย่างไร?

คำตอบ: เป็นความจริงที่ยอมรับกันดีว่า พระเยซูคริสต์ทรงถูกประหารชีวิตในที่สาธารณะในแคว้นยูเดีย ราวศตวรรษที่ 1 ภายใต้ ปอนติอุส ปิลาต โดยใช้วิธีการตรึงบนกางเขน ตามคำร้องขอของผู้นำทางศาสนาชาวยิว ทั้งหลักฐานของนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและไม่นับถือศาสนาคริสต์ เช่น ฟลาวิอุส โจเซฟัส คอร์เนลิอุส ทาสิทัส ลูเชียน และแม้กระทั่งสภาสูงสุดแซนเฮดรินของยิวต่างก็ยืนยันถึงเรื่องราวพยาน คริสเตียนที่เห็นเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น

นอกจากนี้ยังมีการอ้างถึงพยานผู้เห็นเหตุการณ์จริงหลายร้อยคน และพวกเขาเหล่านี้หลายคนยอมถูกความทรมานและถูกฆ่าตาย แทนที่จะปฏิเสธคำพยานของพวกเขา ความจริงเรื่องนี้พิสูจน์ความจริงใจของพวกเขา ตัวพวกเขาเองไม่ยอมรับเรื่องหลอกลวงตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ คริสเตียนส่วนใหญ่สามารถยุติความทนทุกข์ของพวกเขาได้ง่ายๆ โดยการประกาศล้มเลิกความเชื่อ แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะทนทุกข์ทรมานและ ประกาศการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์จนถึงความมรณา

เมื่อถูกตรึงกางเขนของพระองค์ พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ด้วยความกลัวเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เมื่อรู้ข่าวการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ พวกเขาออกเดินไปตามถนน ไม่เกรงกลัว ประกาศการคืนพระชนม์ ถึงแม้การกดขี่ข่มเหงทวีความรุนแรง เกิดอะไรที่เป็นการเปลี่ยนแปลงฉับพลันและน่าทึ่งของพวกเขา แน่นอน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน อัครสาวกได้ละทิ้งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตของตนเอง พวกเขาต้องประกาศ การคืนพระชนม์

หลักฐานความคิดเห็นอีกอย่างหนึ่งของการฟื้นคืนพระชนม์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพยานหลักฐานของศัตรูที่รับรองอุโมงค์ที่ว่างเปล่า หากพระเยซูทรงถูกประหารชีวิตในที่สาธารณะ และถูกเก็บพระศพอยู่ในอุโมงค์ คงเป็นการง่ายที่ศาลสูงสุดแซนเฮดรินจะสามารถนำพระศพขึ้นมาวางไว้ เปิดแสดงต่อที่สาธารณะและโดยวิธีแบบนั้นเป็นการเปิดเผยเรื่องหลอกลวง แต่สภาสูงสุดแซนเฮดรินได้กล่าวหาว่า พวกสาวกขโมยพระศพ เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะอธิบายการที่พระศพหายไป ( และดังนั้นอุโมงค์จึงว่างเปล่า )

เราจะอธิบายความเป็นจริงเรื่องอุโมงค์ที่ว่างเปล่าได้อย่างไร ที่นี่มีคำอธิบายง่ายๆ ธรรมดาที่สุด 2 ประการ คือ:
ประการแรก พวกสาวกขโมยพระศพไปจริง พวกเขาคงรู้แก่ใจว่าการฟื้นคืนพระชนม์เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง ดังนั้นพวกเขาจะไม่เต็มใจที่จะต้องทนทุกข์ทรมานและตายเพื่อเรื่องนี้ แทนที่เป็นเช่นนั้น เรามีเรื่องราวมากมายที่ปรากฏหลังการคืนพระชนม์ และพยานผู้เห็นเหตุการณ์นับร้อยเต็มใจที่จะทนทุกข์ทรมาน และตายเพื่อเรื่องนี้
หาก เหล่าสาวกไม่ได้ ขโมยพระศพ เราจะอธิบายเรื่องอุโมงค์ว่างเปล่าอย่างไรล่ะ บางคนได้บอกว่าพระคริสต์ทรงแสร้งทำเป็นตาย และหนีออกมาจากอุโมงค์ นี่เป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี ตามคำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ พระคริสต์ได้ทรงถูกเฆี่ยนตี ถูกทรมาน เนื้อฉีกขาด และทรงถูกแทง พระองค์ทรงทนทุกข์บอบช้ำเสียหายภายใน การสูญเสียเลือดขนาดใหญ่ ทำให้สลบ และหอกทิ่มทะลุหัวใจพระองค์
ไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ สามารถรอดชีวิตพ้นความเจ็บปวด แสร้งทำเป็นตาย นั่งอยู่ในอุโมงค์สามวันสามคืน โดยไม่มีการรักษาทางการแพทย์ อาหารหรือน้ำ เลื่อนกลิ้งโขดหินใหญ่ซึ่งปิดปากอุโมงค์สนิท ได้หายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย เพื่อจะโน้มน้าวให้พยานหลายร้อยคนเชื่อว่า พระองค์ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตายและคงมีสุขภาพดี และจากนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องน่าสมเพช
เซอร์ ไลโอเนลกล่าวว่า: “หลักฐานเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์มีอำนาจล้นเหลือที่ผลักดัน ให้เรายอมรับหลักฐานที่ผ่านการพิสูจน์แล้วและไม่มีที่ว่างสำหรับข้อสงสัย ใดๆ”

 

know               interest

 
 
 
 
 
 
 
Back Top